Author Archives: maxideateam

รับมืออย่างไรหากลูกเป็นเด็กสมาธิสั้น

เด็กสมาธิสั้น

คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมลูกน้อยอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ เหมือนเด็กทั่วไป หรือมีพฤติกรรมอื่นที่เด็กทั่วไปไม่มี นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าลูกน้อยกำลังเป็นโรคสมาธิสั้น วันนี้เรามีวิธีสังเกตและรับมือกับปัญญาดังกล่าวมาฝากค่ะ โรคสมาธิสั้นคืออะไร เกิดจากอะไรได้บ้าง โรคสมาธิสั้น หรือ ADHD (Attention Deficit Hyperactivity Disorder) เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวชที่เกิดจากสมองส่วนหน้าซึ่งควบคุมสมาธิและพฤติกรรมให้ทำงานน้อยลง สาเหตุที่ทำให้เด็กมีโอกาสเป็นโรคสมาธิสั้นเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ อาจเกิดจากพันธุกรรมในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่เป็นโรคนี้อยู่แล้ว ลูกที่เกิดมาจึงมีโอกาสเป็นมากกว่าเด็กทั่วไปถึง 4 เท่า, คุณแม่สูบบุหรี่ หรือใช้สารเสพติดขณะตั้งครรภ์, คุณแม่ได้รับสารพิษ เช่น ตะกั่ว, คุณแม่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้, เด็กมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน โดยโรคนี้มักพบในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 7 ขวบ ถึงแม้ว่าจะหายได้เองเมื่อเด็กโตขึ้นแต่ก็มีเพียง 40% เท่านั้น หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลให้เด็กมีปัญหาในการใช้ชีวิตเมื่อโตขึ้นได้ อาการเด็กสมาธิสั้น แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ขาดสมาธิ ไม่ฟังสิ่งที่คนอื่นพูด ไม่จดจ่อกับรายละเอียดในการทำกิจกรรมต่างๆ ทำตามคำสั่งหรือคำขอร้องได้ไม่ครบกำหนด จัดระเบียบกิจกรรมหรือสิ่งที่ต้องทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถูกรบกวนจากสิ่งรบกวนภายนอกง่าย หลงลืมสิ่งของ หรือสิ่งที่ต้องทำบ่อยครั้ง 2. ซุกซน อยู่ไม่นิ่ง นั่งไม่ติดที่ วิ่งไปมา ปีนป้าย […]

9 กิจกรรมสำหรับพัฒนาเด็กให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น

พัฒนาเด็ก

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจกำลังมองหากิจกรรมที่ช่วยพัฒนาเด็กให้มีพัฒนาการที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ วันนี้เรามี 10 กิจกรรมน่าสนใจที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำร่วมกับลูกได้ รับรองว่าทั้งสนุกทั้งมีประโยชน์ต่อลูกน้อยแน่นอนค่ะ 10 กิจกรรมสำหรับพัฒนาเด็ก 1. เล่นบทบาทสมมติ คุณพ่อคุณแม่อาจสงสัยว่าทำไมลูกเราถึงชอบหยิบตุ๊กตามาเล่นคนเดียว หรือเอาสิ่งต่างๆ รอบตัวมาสมมติเป็นรถยนต์ เป็นกระเป๋า หรืออะไรก็ตามแต่ นั่นเป็นการเล่นบทบาทสมมติของเด็ก โดยจะพบเห็นเมื่อลูกอายุ 2 ปีขึ้นไป การเล่นแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาด้านสมองตามกลไกของธรรมชาติ ซึ่งเด็กจะแสดงออกถึงความรู้สึกและประสบการณ์ที่เคยเจอ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติหรือการมองเห็นสิ่งลี้ลับอย่างที่หลายคนเข้าใจ ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจและปล่อยให้เด็กได้เล่นในพื้นที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ทางที่ดีควรหาเวลาไปเล่นบทบาทสมมติกับลูกบ้างเพื่อให้เด็กมีความสุขจากเล่นไปพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ของเขา ควรเล่นไปตามน้ำกับลูกเพื่อให้เด็กได้เลือกและตัดสินใจในการสร้างบทบาทสมมติด้วยตัวเอง 2. วาดรูป-ขีดเขียน การปล่อยให้เด็กวาดรูปหรือขีดเขียนจะช่วยให้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือของเด็กแข็งแรง, ช่วยฝึกทักษะให้มือและตาทำงานได้ดี, ช่วยให้สมองทำงานและควบคุมอวัยวะต่างๆ ในร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่อาจปล่อยให้เด็กวาดเขียนตามฝาผนัง หรือเตรียมกระดาษใหญ่ไว้ให้ลูก โดยช่วงแรกจะต้องประคองและปรับมือของลูกเพื่อให้จับดินสอได้อย่างถูกต้องก่อน เมื่อเห็นว่าลูกวาดได้ดีขึ้น อาจกระตุ้นให้ลูกใช้จินตนาการด้วยการให้วาดสิ่งที่ชอบ หากคุณพ่อคุณแม่มีเวลาก็ควรวาดรูปไปพร้อมกับลูก อาจตบท้ายด้วยการให้ลูกทายว่าสิ่งที่อยู่ในรูปคืออะไรเพื่อฝึกการคิดและจดจำของเด็ก 3. ร้องเพลง-เล่นดนตรี รู้หรือไม่ว่าการให้ลูกได้ร้องเพลงหรือเล่นดนตรีจะช่วยให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย และกระตุ้นการทำงานของสมองให้เรียนรู้ต่อสิ่งต่างๆ ได้ไวยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการสื่อสาร, ด้านภาษา และอื่นๆ ส่งผลให้มีสมาธิและความจำดียิ่งขึ้น ลดอารมณ์โกรธง่าย, ลดอาการสมาธิสั้นในเด็ก อีกทั้งกระตุ้นการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ให้แข็งแรงมากขึ้น นอกจากนี้การเล่นดนตรีร่วมกันกับคนในครอบครัว หรือเด็กคนอื่นก็ตามจะช่วยให้เด็กกล้าแสดงละมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากขึ้น 4. พาลูกไปเล่นกับเด็กคนอื่นที่สนามเด็กเล่น คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจสังเกตเห็นว่าลูกเป็นเด็กขี้อาย, ชอบอยู่คนเดียว, […]

How to เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นเด็กฉลาด

เด็กฉลาด

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจยังไม่รู้เราสามารถเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กฉลาดได้ตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากจะช่วยให้เด็กมี IQ และ EQ ที่ดีแล้ว ยังช่วยให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรง เติบโตสมวัยอีกด้วย วันนี้เรามีวิธีเลี้ยงลูกมาฝากกันค่ะ เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นเด็กฉลาด 1. ปล่อยให้ลูกสนุกได้อย่างเต็มที่ คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจคิดว่าการปล่อยให้เด็กทำตามใจอาจทำให้เกิดเรื่องชวนปวดหัวตามมามากมาย แต่ที่จริงแล้วการปล่อยให้ลูกได้ตามอะไรที่อยากทำ โดยที่คุณพ่อคุณแม่เห็นแล้วไม่เป็นอันตรายต่อลูก ก็ควรปล่อยให้ลูกสนุกให้เต็มที่ อาจจะมีเลอะบ้าง หรืออาจเจ็บตัวบ้าง แต่การปล่อยลูกแบบนี้จะช่วยให้เขามีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยให้เขากล้าคิดและตัดสินใจว่าควรทำ หรือไม่ควรทำสิ่งใดมากขึ้นในอนาคต 2. สอนให้ลูกคิดบวก รักตัวเอง การพูดให้กำลังใจเมื่อลูกทำสิ่งผิดว่าเรามาเริ่มต้นใหม่ได้ ทำให้เด็กไม่รู้สึกกลัวเมื่อต้องล้มเหลว และพูดชมเมื่อลูกทำออกมาได้ดี จะช่วยให้ลูกกล้าที่จะคิดหรือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง แต่หากเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะทำให้คนอื่นเดือดร้อน หรือทำแล้วเป็นอันตรายต่อตัวเด็กเอง ก็ควรกล่าวตักเตือนด้วยความใจเย็น ไม่ควรใช้อารมณ์เพียงเพราะลูกทำผิด แต่ควรให้เหตุผลในการตักเตือนด้วย ถ้าหากเราใช้อารมณ์กับลูกจะทำให้ลูกซึมซับพฤติกรรมดังกล่าว และกลายเป็นปัญหาที่หนักข้อในเวลาต่อมา นอกจากนี้การไม่เปรียบลูกตัวเองกับเด็กคนอื่นเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำเช่นกัน หลายคนอาจคิดว่าการเปรียบเทียบจะทำให้ลูกขยันและอยากเอาชนะมากขึ้น แต่ที่จริงแล้วการเปรียบเทียบนั้นจะเป็นการกดดันมากเกินไป อาจทำให้ลูกรู้สึกกลัว หรือแสดงอาการต่อต้านคุณพ่อคุณแม่เอง เนื่องจากไม่ใช่สิ่งที่เด็กต้องการจริงๆ ทางที่ดีที่สุดคือควรสอนให้ลูกรู้จักรักตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง และบอกให้ลูกรู้ทุกครั้งว่าพ่อแม่จะคอยอยู่ข้างๆ ลูกเสมอ เพื่อเพิ่มความมั่นใจในตัวลูก 3. ให้เวลาและความสำคัญกับลูก นอกจากการสอนให้ลูกคิดบวกและรักตัวเองให้เป็นแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรใช้เวลาอยู่กับลูกเท่าที่สามารถทำได้ เพราะลูกอยู่ในช่วงที่ต้องการการให้ความรักความเอาใจใส่จากคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้นควรหาสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูก ไม่ว่าจะเป็นพูดคุยกับลูกบ่อยๆ โดยทั่วไปลูกจะเป็นฝ่ายถามมากกว่าเพราะเด็กช่วงวัยนี้เป็นช่วงขี้สงสัย, […]

แนะนำของเล่นสำหรับเด็กที่พ่อแม่ควรมีติดบ้าน

ของเล่นสำหรับเด็ก

เด็กกับของเล่นเป็นของคู่กัน ดังนั้นการเลือกของเล่นให้ลูกน้อยจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กที่พูดได้และคิดเป็น เพราะการเลือกของเล่นที่ดีและเหมาะกับลูกแต่ละช่วงวัยจะช่วยให้พัฒนาลูกให้เติบโตสมวัยอีกด้วย ของเล่นสำหรับเด็กที่ควรมีติดบ้าน 1. ตัวต่อเลโก้ (Lego) นอกจากจะสร้างความสนุกให้เด็กๆ แล้ว เลโก้ยังมีประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็กด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อมือในการหยิบเลโก้, ฝึกการใช้สายตาเพื่อเลือกต่อเลโก้ที่เข้ากันกับอีกชิ้นหนึ่งทื่เชื่อมต่อกันได้ ซึ่งช่วยพัฒนาเส้นใยประสาทสมอง โดยเฉพาะเด็กอายุ 3 ปี, ฝึกเรื่องความอดทนเนื่องจากต้องใช้สมาธิในการต่อเลโก้ ไม่สามารถต่อข้ามขั้นตอนได้เพราะอาจทำให้รูปทรงเปลี่ยนไป หากยังเป็นเด็กเล็กมากอาจต้องให้คุณพ่อคุณแม่มาช่วยบล็อคเพื่อให้ลูกรู้สึกเพลินในการเล่นเลโก้มากขึ้น รวมถึงฝึกการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบรูปทรงเลโก้ที่ต้องการต่ออีกด้วย คุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกความรู้ด้านคณิตศาสตร์ได้ผ่านการต่อเลโก้พร้อมกันกับลูก เช่น สอนการนับจำนวน, การแยกประเภทตามสีและรูปร่างของเลโก้ และต่อบล็อคเอาทำมาเป็นฉากในนิทานเรื่องโปรดของลูกก็ยิ่งทำให้ลูกสนุกกับการต่อเลโก้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังสามารถความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเครื่องยนต์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ด้วยผ่านการต่อเลโก้ชุด lego technic หรือ lego mindstorms ทำให้เลโก้ขยับไปมาได้ซึ่งแตกต่างจากเลโก้ทั่วไป ในช่วงแรกของการต่อเลโก้ควรดูแลลูกน้อยอย่างใกล้ชิด เพราะด้วยความไม่รู้ของเด็กอาจหยิบเข้าปาก, ควรทำความสะอาดก่อนประกอบด้วยการถอดชิ้นส่วนแยกออกมาแล้วนำชิ้นส่วนจุ่มลงไปในน้ำอุ่นผสมน้ำยาล้างจาน จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ 10 นาที – 1 ชม. แล้วเช็ดให้แห้ง หากมีบริเวณที่มีซอกเล็กให้ใช้ไม้จิ้มฟันขูดเอาซิ่งสกปรกออก เนื่องจากอาจมีแบคทีเรียตามชิ้นส่วนต่างๆ นั่นเอง 2. รถจักรยาน 3 ล้อ นอกจากจะช่วยให้สุขภาพดีแล้ว การปั่นจักรยานยังช่วยฝึกในเลือกของการทรงตัว, การตัดสินใจในการเลือกเส้นทางสำหรับปั่นของเด็ก อีกทั้งฝึกสมาธิของเด็กให้จดจ่ออยู่กับถนนข้างหน้าอีกด้วย หากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกฝึกการปั่นจักรยานสามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 1 […]

นิสัยเด็กที่พ่อแม่ควรสอน เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของลูกน้อย

นิสัยเด็ก

การสร้างนิสัยที่ดีให้ลูกนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เพราะถ้าเด็กมีนิสัยที่ไม่ดีที่ไม่ได้รับการแก้ไขและปล่อยปละละเลยไปจนโต อาจทำให้เขาใช้ชีวิตในสังคมยากขึ้น ทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีและมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมการปรับเปลี่ยนนิสัยไม่ดีของลูกเสมอ แล้วนิสัยแบบไหนที่ควรฝึกให้ลูกมีบ้าง ตามมาอ่านได้เลยค่ะ นิสัยเด็กที่ดีมีอะไรบ้างนะ 1. มีระเบียบวินัย การมีระเบียบวินัยจะช่วยให้ลูกใช้ชีวิตได้ดียิ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มฝึกนิสัยนี้ด้วยการพาลูกไปเรียนรู้จากสถานที่จริง เช่น พาลูกไปต่อแถวจ่ายเงินตามห้างสรรพสินค้าเพื่อให้ลูกรู้จักอดทนรอ หากมีผู้ใหญ่ใจดีให้เด็กจ่ายก่อน คุณพ่อคุณแม่อาจเลือกปฏิเสธเพื่อไม่ให้เด็กติดนิสัยรอไม่ได้ในอนาคต หรือสอนให้ลูกรู้จักขอบคุณ หากอีกฝ่ายเต็มใจสละคิวให้จริงๆ ซึ่งการมีระเบียบวินัยจะช่วยให้ลูกมีความรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆ ในชีวิต และกลายเป็นนิสัยติดตัวที่ส่งผลดีต่อการใช้ชีวิตของเด็กในอนาคต แต่หากปล่อยให้ลูกทำสิ่งต่างๆ โดยขาดความมีระเบียบวินัย ส่งผลให้เด็กขาดความเอาใจใส่, ใจร้อน ไม่อดทนรอ, ขี้เบื่อ หรือขี้เกียจง่าย และหากปล่อยให้นิสัยเหล่านี้ติดไปจนโตอาจแก้ไขยากหรืออาจแก้ไม่ได้เลยก็มี 2. ใจดี มีน้ำใจ เด็กหลายคนมีปัญหาการเข้าสังคมเนื่องจากไม่ได้รับการฝึกให้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง จนกลายเป็นเด็กไม่มีเพื่อน แสดงออกกับผู้คนด้วยความเย็นชา ซึ่งอาจทำให้ลูกมีปัญหากับการใช้ชีวิตในอนาคตได้ คุณพ่อคุณสามารถฝึกให้ลูกเป็นเด็กมีน้ำใจได้ เช่น การพาลูกไปแบ่งปันสิ่งของต่างๆ ให้แก่ผู้ไร้ยากตามมูลนิธิต่างๆ หรือเลี้ยงสัตว์ตัวเล็กๆ สักตัว เพื่อฝึกให้ลูกใจเย็นและเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น เมื่อเด็กมีความสุขจากการให้แล้ว ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดรฟินเพื่อกระตุ้นส่วนต่างๆ ของร่างกาย ส่งผลให้พัฒนาการของเด็กดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เข้าสังคมง่าย, มีเพื่อนคอยช่วยเหลือ, มองโลกในแง่ดีและมีความสุขง่ายขึ้น รวมถึงลดโอกาสการใช้ความรุนแรงระหว่างเด็กช่วงวัยเดียวได้มากทีเดียว ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ควรทำให้ลูกเห็นเป็นประจำ เพราะเด็กเล็กเป็นช่วงวัยที่จดจำสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ดีโดยเฉพาะพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่ 3. มีความอดทน […]

5 วิธีสอนเด็กอ่านหนังสือจนติดนิสัยรักการอ่าน

คุณพ่อคุณแม่ทุกคนล้วนแต่อยากให้ลูกมีทักษะและนิสัยรักการอ่านที่ดี แม้ว่าช่วงแรกจะดูยากสักหน่อยเพราะเด็กยังไม่รู้จักการอ่านหนังสือ แต่หากฝึกเป็นประจำแล้วจะช่วยให้ลูกน้อยรักการอ่านแบบที่ไม่ต้องบังคับให้อ่านเลยแม้แต่น้อย วันนี้เรามี 5 วิธีสอนเด็กอ่านหนังสือจนติดนิสัยรักการอ่านมาฝากทุกคนกันค่ะ บอกเลยว่าไม่ยากอย่างที่คิด ว่าแต่จะมีวิธีใดบ้าง ตามมาอ่านกันได้เลยค่ะ 5 วิธีสอนเด็กอ่านหนังสือจนติดนิสัยรักการอ่าน 1. สร้างความคุ้นชินให้แก่เด็ก เนื่องจากวัยเด็กเป็นวัยช่างสังเกตและเลียนแบบพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่ได้ง่าย ดังนั้นหากเราอ่านหนังสือให้ลูกเห็นหรืออ่านให้ฟังเป็นประจำ จะช่วยปลูกฝังให้เด็กรู้สึกว่าการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ทำเป็นเรื่องปกติ ทำให้เด็กไม่รู้สึกฝืนใจ ส่วนวิธีอ่านอย่างไรให้ลูกสนใจนั้นทำได้ไม่ยาก เริ่มจากการอ่านออกเสียงดังๆ ในช่วงแรกเพื่อกระตุ้นความอยากรู้ความเห็นของลูก หรืออาจใส่น้ำเสียงสนุกตื่นเต้น เพื่อฝึกให้ลูกจินตนาการตามประโยคหรือคำศัพท์ที่อ่านให้ฟัง ที่สำคัญควรอ่านหนังสืออย่างน้อยวันละ 3-4 เล่ม เมื่อลูกรู้สึกสนใจจะอ่านด้วยจึงเริ่มอ่านไปพร้อมกับลูก โดยเปลี่ยนการจำกัดจำนวนเล่มมาเป็นอ่านโดยกำหนดเวลาจาก 5 มาเป็น 10 และขยับเป็น 20 นาที/วัน ซึ่งจะช่วยให้เด็กอ่านหนังสือได้นานขึ้น 2. เลือกหนังสือที่เหมาะสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย หากยังเป็นเด็กเล็กมากควรอ่านหนังสือภาพให้ลูกฟังเพื่อให้ลูกเห็นภาพและเข้าใจความหมายของสิ่งที่อยู่ในหนังสือก่อน โดยหนังสือที่เหมาะสำหรับเด็กในช่วงแรกจะต้องมีภาพประกอบสวย, ใช้สีสดใสให้เห็นเด่นชัด และมีเนื้อหาเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับเด็ก, เนื้อหาเรียบง่ายไม่ซับซ้อน, มีข้อคิดให้เด็กได้คิดต่อยอด, ใช้ภาษาง่ายๆ, ใช้คำซ้ำๆ เพื่อให้เด็กทบทวนและจดจำคำศัพท์ได้ง่าย ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นสังเกต และคอยถามเสมอว่าลูกสนใจหรืออยากอ่านเนื้อเรื่องแบบไหน เพราะการปล่อยให้ลูกได้อ่านสิ่งที่ชอบจะช่วยให้ลูกรักการอ่านง่ายขึ้น 3. อ่านหนังสือเล่มเดิมซ้ำหลายรอบ หลายคนอาจคิดว่าการอ่านหนังสือซ้ำไปมาหลายรอบอาจทำให้เด็กเบื่อง่ายและเลิกอ่านหนังสือ แต่ที่จริงแล้วการอ่านซ้ำไปซ้ำจะช่วยให้เด็กจดจำสิ่งต่างๆ และสร้างจินตนาการจากการอ่านได้ดียิ่งขึ้น แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะเบื่อกับการอ่านนิทานเรื่องเดิมซ้ำๆ แล้ว […]

5 วิธีรับมือกับเด็กงอแง แก้ได้ไม่ยากเลย

เด็กงอแง

หนึ่งในปัญหาชวนปวดหัวของคุณพ่อคุณแม่ก็คือการเห็นลูกงอแงเมื่อไม่ได้ดั่งใจ วันนี้เรามีวิธีปราบเด็กงอแงง่ายๆ ที่ต้องอาศัยความเข้าใจและความใจเย็นของคุณพ่อคุณแม่ล้วนๆ รับรองว่าได้ผลแน่นอน ว่าแต่จะมีอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ 6 วิธีรับมือกับเด็กงอแง 1. ทำข้อตกลงก่อนออกจากบ้าน การทำข้อตกลงก่อนออกจากบ้านจะช่วยให้เด็กเข้าใจแล้วว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้างเมื่ออยู่นอกบ้าน เช่น วันนี้เราจะไปกินข้าวนอกบ้านกันนะ ไม่ได้ไปซื้อของเล่น ดังนั้นหากเด็กงอแงจะซื้อของเล่นแล้วล่ะก็ คุณพ่อคุณแม่สามารถพูดด้วยเหตุผลข้างต้นได้ว่าเราตกลงกันแล้ว ถ้าลูกไม่ทำตามที่ตกลง พ่อ/แม่จะไม่เชื่อในสิ่งที่ลูกพูดอีกแล้ว ซึ่งจะทำให้เด็กเข้าใจได้เองว่าการงอแงหรือการผิดคำสัญญาไม่ได้ช่วยให้เขาได้ของที่ต้องการ 2. ปรับพฤติกรรมของลูกโดยความไม่สนใจ หนึ่งในวิธีที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนใช้และได้ผลก็คือการแกล้งทำเป็นไม่สนใจขณะลูกงอแง โดยการเดินออกจากที่ที่ลูกอยู่แล้วพูดประมาณว่าไปกินของที่ลูกชอบดีกว่า เช่น พ่อ/แม่จะปล่อยให้หนูงอแงอยู่ตรงนี้ แล้วพ่อ/แม่จะไปซื้อไอติมกินดีกว่า เชื่อหรือไม่คะว่าสักพักเด็กจะหยุดร้องไปเอง 3. ใช้ความใจเย็นเข้าสู่ เมื่อเห็นว่าลูกใช้ความรุนแรง หลายคนอาจเจอปัญหาการทำลายของข้าวเมื่อลูกเห็นว่าร้องไห้แล้วไม่ทำให้ได้สิ่งที่ต้องการ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากโรคสมาธิสั้นของเด็ก หรือซึมซับพฤติกรรมจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว โดยเฉพาะความรุนแรงภายในครอบครัว หรือการ์ตูนที่ลูกดู หากลูกเริ่มทำลายข้าวของเมื่อไหร่ให้รีบหยุดเด็กทันที และเมื่อทุกอย่างเริ่มสงบลงควรพูดคุยด้วยความใจเย็นว่าทำไมลูกถึงไม่ควรทำแบบนี้ หากลูกมีอาการแบบนี้ในครั้งต่อไปอาจต้องพาลูกไปพบจิตแพทย์เด็กเพื่อหาทางรักษาต่อไป แต่หากลูกอยู่ในระดับที่ยังฟังเราบ้าง ควรบอกให้เด็กรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำลายไป เช่น หากเด็กทำลายข้าวของจนแตกก็ควรให้เขาเก็บกวาดด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปทำให้เขา 4. ไม่ลงโทษลูกด้วยความรุนแรง คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจแก้ปัญหาด้วยการลงโทษ เช่น ตีลูก, ต่อว่าลูก ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะนอกจากจะทำให้เด็กกลัวและกดดันตัวเองแล้ว เด็กยังจดจำพฤติกรรมเหล่านี้และทวีความรุนแรงในการงอแงมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีควรใช้ความเข้าใจในการแก้ปัญหาและเลือกใช้การอธิบายที่เหมาะสม เช่น หากลูกอาละวาดก็ควรบอกลูกว่า […]

เด็กเล่นกีฬาแบบไหนได้บ้างตามช่วงวัย

เด็กเล่นกีฬา

การเล่นกีฬามีประโยชน์หลายอย่างเพราะนอกจากจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้วยังช่วยปรับอารมณ์และเสริมสร้างให้เด็กรู้จักกับเข้าสังคมได้ดียิ่งขึ้น แล้วรู้หรือไม่ว่ากีฬาแบบไหนเหมาะกับลูกน้อยบ้าง วันนี้เรามีกีฬาที่น่าสนใจมาแนะนำกันค่ะ ฝึกดูความชอบด้านกีฬาของลูกได้ด้วยวิธีนี้ คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงคิดว่าการสอนลูกกีฬาอาจต้องทำให้ตรงตามหลักการทั่วไป แต่ที่จริงแล้วการสอนลูกเล่นกีฬาไม่ว่าจะชนิดไหนก็ตาม ให้สอนเพียงหลักพื้นฐาน ยกตัวอย่างเช่น สอนวิธีเลี้ยงบอล หรือการเตะบอลให้เข้าประตู, สอนลูกวอร์มร่างกายในน้ำเพื่อให้ร่างกายชินกับการว่ายน้ำ เป็นต้น เด็กเล่นกีฬาแบบไหนได้บ้าง 1. ฟุตบอล ฟุตบอลเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและสมรรถนะร่างกายที่พร้อม นอกจากนี้ยังช่วยฝึกการใช้ความคิดและการวางแผน เนื่องจากเราไม่สามารถเลี้ยงบอลในสนามได้คนเดียวเพราะต้องเล่นเป็นทีม ดังนั้นการเล่นฟุตบอลจึงเป็นการฝึกการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในทีมด้วย หากลูกมีความสนใจในกีฬาฟุตบอล คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ใช้เวลากับมันอย่างเต็มที่ ทั้งจากการดูคนอื่นเล่นผ่านการแข่งขันที่ฉายทางโทรทัศน์ หรือคนใกล้ตัวที่เล่นฟุตบอล แต่ถ้าลูกตั้งใจจะเล่นจริงๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนลูกเล่นได้ง่ายๆ ไม่จำเป็นจะต้องสอนกฎกติกาแบบเจาะลึก เพราะอาจทำให้เด็กรู้สึกเบื่อขึ้นมาดื้อๆ เลยก็ได้ โดยเริ่มต้นจากการสร้างโอกาสให้ลูกได้สัมผัสกับลูกบอลบ่อยๆ เช่น คุณพ่อคุณแม่เตะบอลส่งกันไปมากับลูก หรือเตะบอลอัดกำแพงเพื่อให้เด็กฝึกการกะจังหวะของลูกบอลได้ดียิ่งขึ้นและไม่ทำให้ข้าวของภายในบ้านเสียหาย เมื่อลูกเริ่มชินการใช้ขาเตะบอลแล้วจึงเปลี่ยนสถานที่เตะบอลเพื่อเพิ่มความรู้สึกสนุกให้ลูก หากเห็นว่าลูกสนุกกับการเตะบอลมากขึ้นจึงค่อยๆ สอนกฎกติกาคร่าวๆ เกี่ยวกับการเล่นฟุตบอล ถ้าหากมีโอกาสและต้องการผลักดันลูกให้เต็มที่ก็ควรพอลูกไปเข้าคอร์สเรียนฟุตบอลจริงจัง เพราะการเข้าคอร์สเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายตามมาจำนวนไม่น้อย ฉะนั้นจะต้องดูความชอบของลูกด้วยว่ามีความจริงจังแค่ไหน 2. บาสเกตบอล คุณพ่อคุณแม่หลายคนที่อยากให้ลูกตัวสูงขึ้น การเล่นบาสเกตบอลมีผลช่วยให้ลูกตัวสูงขึ้นได้จริง นอกจากจะช่วยให้ตัวสูงแล้วการเล่นบาสจะช่วยให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรง, ฝึกความมีระเบียบวินัย อีกทั้งสร้างปฏิสัมพันธ์เกิดคนอื่นๆ ในทีม เพราะเป็นกีฬาที่เน้นทีมเวิร์ค หากลูกรู้สึกสนใจคุณอยากจะเล่นบาสจริงๆ สามารถฝึกเบื้องต้นได้โดยการเลี้ยงลูกบาสโดยอาศัยแรงจากปลายนิ้ว ไม่ใช่ฝ่ามืออย่างที่หลายคนเข้าใจ, การชู๊ตโดยอาศัยแรงส่งจากขา และการส่งลูกซึ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์สถานการณ์ของอีกฝ่าย จึงทำให้กีฬาประเภทนี้ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว, การตัดสินใจที่รวดเร็ว […]

รวมวิธีแก้ปัญหาลูกอ่านหนังสือไม่ออก ทำยังไงดี?

ลูกอ่านหนังสือไม่ออก

หนึ่งในปัญหาสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนเจอก็คือการที่ลูกอ่านหนังสือไม่ออก หากปล่อยไว้อาจส่งผลเสียระยะยาวในด้านการสื่อสารกับผู้อื่นของเด็ก ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจมีสาเหตุมาจากการสอนอ่านหนังสือที่ผิดวิธี หรือแม้แต่ความผิดปกติภายในร่างกายของเด็กเองด้วย วันนี้เรามีวิธีแก้ปัญหาดังกล่าวมาฝากกันค่ะ จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกอ่านหนังสือไม่ออก เนื่องจากเป็นภาวะที่ไม่สามารถดูออกจากภายนอกได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตท่าทีของลูกว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่ เขียนผิดซ้ำๆ จำตัวอักษรได้น้อยกว่า 10 ตัว จำเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้ มีปัญหาเมื่อต้องพูดคำบางคำ หลีกเลี่ยงการอ่านออกเสียง เชื่อมโยงระหว่างคำกับเสียงอ่านของคำนั้นไม่ได้ อ่านแล้วทำความเข้าใจยาก หรือใช้เวลานานกว่าเด็กทั่วไป สาเหตุการอ่านหนังสือไม่ออกของเด็ก 1. โรคบกพร่องทางสติปัญญา (Dyslexia) แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่มีแนวโน้มที่จะถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ ซึ่งส่งผลต่อสมองส่วนการเรียนรู้ภาษาและอ่านหนังสือ, เด็กคลอดก่อนกำหนดหรือมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ หรือเกิดจากตัวคุณแม่เองเกิดภาวะติดเชื้อจนอาจต้องทานยา, พฤติกรรมที่ไม่ดีต่อการตั้งครรภ์ เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้สารเสพติดขณะตั้งครรภ์ ทำให้เด็กที่เกิดมามีปัญหาด้านการเรียนรู้, ด้านสังคม และอื่นๆ ตามมา 2. เด็กได้รับการสอนที่ไม่เหมาะสม การสร้างพื้นฐานการอ่านให้ลูกนั้นควรเริ่มจากครอบครัวเป็นอันดับแรก คุณพ่อคุณแม่คนควรให้เวลาและความสำคัญในการสอนให้เด็กอ่านได้ โดยเริ่มจากการอ่านให้ลูกเห็นเป็นเรื่องปกติ หรือพาลูกไปอ่านหนังสือนอกบ้านเพื่อปรับเปลี่ยนบรรยากาศการอ่านให้น่าสนใจสำหรับเด็ก รวมถึงให้ลูกได้เลือกหนังสือเล่มโปรดด้วยตัวเองเพื่อสร้างแรงจูงใจในการอ่านมากยิ่งขึ้น แต่หากคุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาหรือไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสอนลูกก็ยิ่งทำให้เด็กไม่ได้พัฒนาทักษะการอ่านของตัวเอง กลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลระยะยาวในอนาคต นอกจากนี้การย้ายถิ่นฐานไปยังที่อื่นก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เด็กไม่ได้รับการสอนอย่างต่อเนื่องจากโรงเรียน รวมถึงคุณครูผู้สอนภาษาอาจมีทักษะการสอนไม่เพียงพอที่จะทำให้เด็กเข้าใจได้ จึงทำให้เด็กขาดทักษะในการอ่านไปเรื่อยๆ แก้ปัญหาลูกอ่านหนังสือไม่ออกได้อย่างไรบ้าง 1. หาวิธีการสอนที่เหมาะกับลูก ต้องเข้าใจก่อนว่าคุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้เด็กอ่านออกเขียนได้โดยหนังสือแบบเรียนทั่วไป แต่เด็กหลายคนไม่สามารถเรียนรู้ด้วยวิธีแบบนั้นได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเฟ้นหาวิธีการสอนที่เหมาะสำหรับลูกที่สุด เช่น ดูการ์ตูน […]

เรียนรู้และเข้าใจพัฒนาการเด็กเล็กแต่ละช่วงอายุ

พัฒนาการเด็กเล็ก

สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกได้ง่าย มีพัฒนาการที่ดี เติบโตสมวัย นั่นก็คือการเข้าใจพัฒนาการเด็กเล็กแต่ละช่วงอายุ เพราะเด็กแต่ละวัยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งบางครั้งเราอาจไม่เข้าใจว่าเด็กต้องการสื่อสารอะไรกับเรา วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กเล็กมาฝากค่ะ พัฒนาการเด็กเล็กแต่ละช่วงอายุ 1. เด็ก 1 ขวบ ด้านร่างกาย: ส่วนสูงเพิ่มขึ้น โดยเด็กผู้ชายจะอยู่ที่ 71-80 ซม.และเด็กผู้หญิงจะอยู่ที่ 69-79 ซม. ส่วนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเด็กผู้ชายจะอยู่ที่ 8.4-11.5 กก.และเด็กผู้หญิงจะอยู่ที่ 7.6-10.5 กก. แม้เด็กจะชอบคลานแต่ก็สามารถยืนเองได้อย่างน้อย 2 วินาที, ใช้มือหยิบของขณะเดิน, ใช้นิ้วจิ้มสิ่งของ, ปรบมือหรือโบกมือตามที่บอก, หยิบของกินกินเอง เป็นต้น ด้านจิตใจ: เข้าใจและจดจำคำพูดที่คุณพ่อคุณแม่ใช้สื่อสารได้บ้าง เช่น หม่ำๆ = กินข้าว, มาๆ = เดินมาหา, จุ๊บๆ = หอมแก้ม ส่งเสียงร้องให้คนอื่นหันมาสนใจ, สื่อสารอารมณ์ความรู้สึกกับคนอื่นผ่านสีหน้าท่าทาง เช่น พยักหน้า, ส่ายหน้า, หัวเราะ รวมถึงเลียนแบบพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น การมีส่วนร่วมในพัฒนาการของลูก: หอมแก้ม […]