สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกได้ง่าย มีพัฒนาการที่ดี เติบโตสมวัย นั่นก็คือการเข้าใจพัฒนาการเด็กเล็กแต่ละช่วงอายุ เพราะเด็กแต่ละวัยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งบางครั้งเราอาจไม่เข้าใจว่าเด็กต้องการสื่อสารอะไรกับเรา วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กเล็กมาฝากค่ะ
พัฒนาการเด็กเล็กแต่ละช่วงอายุ
1. เด็ก 1 ขวบ
ด้านร่างกาย: ส่วนสูงเพิ่มขึ้น โดยเด็กผู้ชายจะอยู่ที่ 71-80 ซม.และเด็กผู้หญิงจะอยู่ที่ 69-79 ซม. ส่วนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเด็กผู้ชายจะอยู่ที่ 8.4-11.5 กก.และเด็กผู้หญิงจะอยู่ที่ 7.6-10.5 กก. แม้เด็กจะชอบคลานแต่ก็สามารถยืนเองได้อย่างน้อย 2 วินาที, ใช้มือหยิบของขณะเดิน, ใช้นิ้วจิ้มสิ่งของ, ปรบมือหรือโบกมือตามที่บอก, หยิบของกินกินเอง เป็นต้น
ด้านจิตใจ: เข้าใจและจดจำคำพูดที่คุณพ่อคุณแม่ใช้สื่อสารได้บ้าง เช่น หม่ำๆ = กินข้าว, มาๆ = เดินมาหา, จู๊บๆ = หอมแก้ม ส่งเสียงร้องให้คนอื่นหันมาสนใจ, สื่อสารอารมณ์ความรู้สึกกับคนอื่นผ่านสีหน้าท่าทาง เช่น พยักหน้า, ส่ายหน้า, หัวเราะ รวมถึงเลียนแบบพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น
การมีส่วนร่วมในพัฒนาการของลูก: หอมแก้ม หรือกอดเพื่อแสดงความรักที่มีต่อลูก, ฝึกลูกเดินด้วยการจูงลูกและใช้เท้าคุณแม่เตะส้นเท้าลูกเบาๆ เพื่อให้ขาลูกก้าวไปข้างหน้า เป็นการฝึกให้ลูกรู้จักวิธีการเดิน
2. เด็ก 2 ขวบ
ด้านร่างกาย: กล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่แข็งแรงมากขึ้น ช่วยให้เด็กเดินและเริ่มวิ่งได้อย่างคล่องตัวขึ้น หลบสิ่งกีดขวางได้ดียิ่งขึ้น กระโดดด้วยเท้า 2 ข้างหรือเตะลูกบอล, กินข้าวเอง, ถอดเสื้อผ้าออกเอง, หากรู้สึกว่าตัวเองปวดฉี่ หรือปวดอึแล้ว เด็กจะมีวิธีสื่อสาร รวมถึงเลียนแบบพฤติกรรมการเข้าห้องน้ำของคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น
ด้านจิตใจ: จดจำและเข้าใจสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สื่อสารมากขึ้น สามารถชี้ตามสิ่งที่บอกได้, มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ซึ่งเด็กจะแสดงออกในสิ่งที่อยากทำหรือตัดสินใจเองได้ รวมถึงมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างมาก ไม่ติดแม่เหมือนเมื่อก่อน
การมีส่วนร่วมในพัฒนาการของลูก: สอนให้ลูกฝึกกินอาหารด้วยการตักจากช้อน-ส้อมด้วยตัวเอง, พาลูกสำรวจรอบบ้านเพื่อให้ลูกรู้จักสิ่งใหม่ๆ, พูดคุยกับลูกด้วยความใจเย็น ไม่ใช้อารมณ์เพราะเด็กวัยนี้มีความเอาแต่ใจตัวเองสูง, พูดกับเด็กช้าๆ เพื่อให้เด็กได้ยินคำพูดชัดเจนและทำให้เด็กเข้าใจในสิ่งที่พูดได้ง่ายขึ้น, ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง เช่น การขับถ่ายเอง หรือการแปรงฟันด้วยตัวเอง นอกจากนี้ควรพาลูกออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน พาไปเล่นกับเด็กวัยเดียวกันเพื่อฝึกการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากขึ้น
3. เด็ก 3 ขวบ
ด้านร่างกาย: เด็กสามารถควบคุมกล้ามเนื้อและการทรงตัวดีขึ้น เด็กสามารถกินข้าวได้เอง, วิ่งเล่น หรือกระโดดสูงได้แล้ว, จับดินสอเพื่อวาดหรือขีดเขียน, ควบคุมการขับถ่ายได้ในเวลากลางวัน แต่เวลากลางคืนอาจควบคุมได้ไม่ดีเท่า อาจปัสสาวะรดที่นอนบ้าง นอกจากนี้ยังแยกแยะความแตกต่างของบางสิ่งได้ เช่น ผู้หญิงหรือผู้ชาย
ด้านจิตใจ: เริ่มมีเหตุผลมากขึ้น, พูดเก่ง, ถามคำถามบ่อยขึ้น, มีจินตนาการมากขึ้น ชอบเล่นบทบาทสมมติ, จดจำชื่อของคนอื่นได้มากกว่าเดิม, จดจำเรื่องราวในอดีตได้บ้าง รวมถึงกล้าพูดหรือร้องขอความช่วยเหลือมากขึ้น
การมีส่วนร่วมในพัฒนาการของลูก: ถาม-ตอบกับลูกเป็นประจำ เพื่อฝึกให้พูดและเล่าเรื่องตามจินตนาการของเด็ก, รับฟังความเห็นของลูกอย่างจริงใจ, สอนให้เด็กรู้จักแสดงออกอย่างเหมาะสม หากต้องรอก็ควรบอกให้เด็กรออย่างใจเย็น, ปล่อยให้ลูกเล่นที่สนามเด็กเล่นกับเด็กคนอื่น, เล่านิทาน, วาดรูป, ขีดเขียน, ร่วมกันเล่นบทบาทสมมติ, ร้องเพลงกับลูก, ฝึกให้ลูกกินข้าวหรือฝึกขับถ่ายด้วยตัวเอง และที่สำคัญควรฝึกให้เด็กเลิกขวดนมให้ได้ เพราะถ้าเลิกไม่ได้อาจส่งผลเสียระยะยาวต่อสุขภาพของเด็ก โดยเฉพาะปัญหาฟัน
4. เด็ก 4 ขวบ
ด้านร่างกาย: เด็กเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว, ทรงตัวได้ดีและนานขึ้น, กินอาหารด้วยช้อน-ส้อม, แปรงฟันเอง, ถอดเสื้อผ้าเอง, วาดเขียนเป็นเส้นตรงหรือวงกลมได้, เขียนตัวอักษรได้, ใช้กรรไกรเป็น, ขี่จักรยาน 2-3 ล้อได้
ด้านจิตใจ: ยังคงต้องการเป็นที่สนใจจากคนอื่นด้วยการพูดคุยในเรื่องที่ตัวเองชอบหรือสนใจ แต่เปิดรับฟังความเห็นของคนอื่นมากขึ้น, ชอบเล่นกับเด็กคนอื่น, รู้จักแบ่งปันของเล่นหรือของกินให้คนอื่น, เข้าห้องน้ำเองได้แล้ว, ไม่ชอบอยู่นิ่ง กระตือรือร้น, เริ่มโต้แย้งแบบไม่สมเหตุสมผลเพื่อให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูก แต่ยังแยกแยะถูก-ผิดไม่ได้
การมีส่วนร่วมในพัฒนาการของลูก: เฝ้าดูเด็กทุกครั้งที่ไปเล่นกับเด็กคนอื่นเพื่อป้องกันการทะเลาะที่หาข้อสรุปไม่ได้เพราะเด็กแต่ละคนมีเหตุผลของตัวเอง, สนับสนุนให้เด็กฝึกวาดรูป, แต่งตัวให้ตุ๊กตา, ฝึกนับเลข, จับคู่วัตถุที่มีรูปทรงหรือสีเดียวกัน, เล่นบทบาทสมมติเพื่อช่วยส่งเสริมจินตนาการของเด็ก หากเป็นไปได้ควรฝึกให้เด็กเข้านอนในเวลาที่เหมาะสมประมาณ 10-13 ชม./วัน
5. เด็ก 5 ขวบ
ด้านร่างกาย: น้ำหนักขึ้นช้าลง แต่แขนขายาวขึ้น กล้ามเนื้อใกล้เคียงกับผู้ใหญ่, ดวงตาทำงานร่วมกันทั้ง 2 ข้าง, เดินถอยหลัง, เดินทรงตัวบนที่แคบ, กระโดดขาเดียวโดยไม่ล้ม, ขี่จักรยาน 2-3 ล้อ, จับดินสอสีอย่างถนัดมือ, วาดรูปเป็นรูปทรงมากขึ้น
ด้านจิตใจ: กล้าปฏิเสธเมื่อได้สิ่งที่ไม่ต้องการ, หากต้องการสิ่งใดจะชี้เพื่อบอก, พูดออกมาเป็นคำหรือประโยคยาวขึ้น, วาดรูปตามต้นแบบได้ดีขึ้น, แสดงอารมณ์โกรธหรือกลัวเมื่อต้องแยกจากคนที่คุ้นเคย, เดินตามลำพังได้เพียงแค่ต้องอยู่ในระยะที่มีคนคุ้นเคยอยู่ด้วย
การมีส่วนร่วมในพัฒนาการของลูก: สามารถสอนมารยาทบนโต๊ะอาหารไม่ให้กินหกกินเลอะเทอะ, แนะนำให้ลูกเล่นกีฬาหรือเล่นไปพร้อมกับลูก, เริ่มสอนให้ลูกผูกเชือกรองเท้า, เล่านิทานให้ลูกฟัง, ทำกิจวัตรประจำวันไปพร้อมกับลูก ให้ลูกมีส่วนร่วมเล็กๆ น้อยๆ, พาลูกไปเล่นกับเด็กคนอื่นเพื่อเพิ่มปฏิสัมพันธ์ให้แก่ลูก, หลีกเลี่ยงการให้เด็กดูทีวีหรือการ์ตูนผ่านหน้าจอมากเกินไปเพราะอาจทำให้เสียสายตาก่อนวัยอันควร
และนี่คือพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัยที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ นอกจากการดูแลด้วยความเอาใจใส่ในทุกช่วงเวลาที่อยู่กับลูกแล้ว การพาลูกไปอยู่ในพื้นที่ที่เอื้อต่อการเรียนรู้, ฝึกใช้จินตนาการ, ลงมือทำ และมีปฏิสัมพันธ์จริงกับเด็กคนอื่น จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้น ทางเรา The UP Brainery ศูนย์สันทนาการและคาเฟ่สำหรับเด็กและครอบครัว เตรียมพร้อมด้วยกิจกรรมพัฒนา AQ ที่เหมาะต่อเด็กแต่ละช่วงวัย ปลอดภัยหายห่วงด้วยอุปกรณ์สำหรับเด็กที่นำเข้าชั้นนำระดับพรีเมี่ยม ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เด็กๆ และคุณพ่อคุณแม่ทุกคนมีความสุขที่ได้มาใช้พื้นที่สันทนาการจากเรา

